เรื่องที่คุณสงสัย เรามีคำตอบ

Got Questions? We’ve Got Answers!

 

ส่วนนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริการและขั้นตอนการนำเข้าแรงงานต่างด้าว รวมถึงรายละเอียดสำคัญที่ผู้ประกอบการและแรงงานควรรู้ หากคุณมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติม สามารถค้นหาคำตอบที่นี่เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน

ความแตกต่างระหว่างพาสปอร์ตเมียนมาเล่มแดง และเล่มเขียว

สำหรับแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย การมีเอกสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พาสปอร์ตเมียนมามี 2 ประเภทหลักที่ใช้กัน ได้แก่ เล่มสีแดง (PJ) และ เล่มสีเขียว (CI) ซึ่งมีวัตถุประสงค์และขอบเขตการใช้งานที่แตกต่างกัน

พาสปอร์ตเล่มแดง (PJ – Passport for Jobs)

พาสปอร์ตเล่มแดงเป็นหนังสือเดินทางที่ออกให้กับแรงงานเมียนมาที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศโดยเฉพาะ ผ่านกระบวนการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเมียนมาและประเทศปลายทาง (MOU – Memorandum of Understanding) แรงงานที่ถือพาสปอร์ตประเภทนี้สามารถทำงานในประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายแรงงาน และจะมีอายุการใช้งานตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศนั้น ๆ

หนังสือรับรองสถานะบุคคลเล่มเขียว (CI – Certificate of Identity)

หนังสือรับรองสถานะบุคคล (CI) เป็นเอกสารที่ออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยของประเทศไทย มีจุดประสงค์หลักเพื่อใช้ยืนยันตัวตนของแรงงานเมียนมาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย โดยแรงงานที่ถือเอกสาร CI สามารถเดินทางและทำธุรกรรมทางกฎหมายภายในประเทศไทยได้ แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ สามารถใช้เดินทางเข้า-ออกได้เฉพาะระหว่างประเทศไทยและเมียนมาเท่านั้น ไม่สามารถใช้เดินทางไปยังประเทศอื่น ๆ ได้

สรุปความแตกต่าง

  • เล่มแดง (PJ) – ใช้สำหรับแรงงานที่เดินทางเข้ามาทำงานตามข้อตกลง MOU สามารถทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย
  • เล่มเขียว (CI) – ออกตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้ยืนยันตัวตนภายในประเทศไทยและเดินทางระหว่างไทย-เมียนมาเท่านั้น

หากคุณเป็นแรงงานเมียนมา หรือผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เอกสารเหล่านี้ สามารถติดต่อเราเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ ติดต่อเรา

เอกสารที่ต้องใช้ในการขอนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามระบบ MOU มีอะไรบ้าง

การนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามระบบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต้นทาง เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา ต้องเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ครบถ้วนเพื่อให้กระบวนการดำเนินไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ดังนี้

  • ยื่นคำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าว (Demand Letter) นายจ้างต้องยื่นคำร้องที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เพื่อขอโควตานำเข้าแรงงานต่างด้าว

 

  • การจัดทำบัญชีรายชื่อแรงงาน (Name List) หลังจากได้รับอนุมัติ นายจ้างต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศต้นทาง เพื่อคัดเลือกแรงงานตามคุณสมบัติที่ต้องการ และจัดทำบัญชีรายชื่อแรงงาน

 

  • ยื่นบัญชีรายชื่อและชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน นายจ้างต้องยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานพร้อมชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน 2 ปี ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด

 

  • การตรวจลงตราวีซ่าทำงาน (Non-Immigrant L-A) แรงงานต้องยื่นขอวีซ่าทำงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศต้นทาง หรือที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่กำหนด

 

  • การอบรมและออกใบอนุญาตทำงาน เมื่อแรงงานเดินทางเข้าประเทศไทย ต้องเข้ารับการอบรมที่ศูนย์แรกรับของกรมการจัดหางาน และจะได้รับใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-Work Permit)

 

  • การแจ้งที่พักอาศัย นายจ้างต้องแจ้งที่พักอาศัยของแรงงานต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภายใน 15 วัน นับจากวันที่แรงงานเข้ามาทำงาน

ขั้นตอนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามระบบ MOU ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง

การนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามระบบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต้นทาง เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายและได้รับสิทธิแรงงานที่เหมาะสม ดังนี้

เอกสารที่นายจ้างต้องเตรียม

 

กรณีบุคคลธรรมดา

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • แผนที่บ้าน

 

กรณีนิติบุคคล

  • สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (อายุไม่เกิน 3 เดือน)
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม
  • สำเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอำนาจลงนาม

 

กรณีที่นายจ้างไม่ใช่เจ้าบ้าน

  • สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าบ้าน
  • สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าบ้าน
  • หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่

เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทของธุรกิจ

 

ธุรกิจก่อสร้าง

  • สำเนาสัญญารับเหมาก่อสร้าง (มีอายุไม่น้อยกว่า 2 ปี)
  • สำเนาทะเบียนบ้านหรือโฉนดที่ดินของสถานที่ก่อสร้าง
  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สัญญา (ผู้ว่าจ้าง)
  • แผนที่สถานที่ก่อสร้าง

 

ธุรกิจค้าขาย ร้านอาหาร และการเกษตร

  • สัญญาเช่าพื้นที่หรือทะเบียนการค้า
  • สำเนาโฉนดที่ดิน (กรณีการเกษตร)

 

เอกสารที่แรงงานต่างด้าวต้องเตรียม

  • รูปถ่ายขนาด 1.5 หรือ 2 นิ้ว จำนวน 6 รูป (พื้นหลังสีขาว)
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport)
  • สำเนาวีซ่าปัจจุบัน (ถ้ามี)

แรงงานต่างด้าวหากทำงานไม่มีใบอนุญาตทำงาน ต้องรับโทษและนายจ้างมีความผิดแบบไหน

ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561 ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับการจ้างงานและการทำงานของแรงงานต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาต ดังนี้

โทษสำหรับแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต

  • ปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท
  • ถูกส่งกลับประเทศทันที
  • หากกระทำผิดซ้ำอาจถูกห้ามเข้าประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี

 

โทษสำหรับนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาต

  • ปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน
  • หากกระทำผิดซ้ำ จะถูกปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท ต่อคน
  • ถูกห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี

โทษกรณีจ้างแรงงานต่างด้าวให้ทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต

  • นายจ้าง: ปรับไม่เกิน 50,000 บาท
  • แรงงานต่างด้าว: ปรับไม่เกิน 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศทันที

 

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดทำสัญญาจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และแจ้งรายชื่อแรงงานต่างด้าวต่อกรมการจัดหางานภายใน 15 วันหลังจากรับเข้าทำงาน
  • การตรวจสอบสถานะการอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวสามารถทำได้ผ่านระบบ e-Work Permit ของกรมการจัดหางาน
  • การปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดี และทำให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานไทยอย่างถูกต้อง

การดูแลแรงงานต่างด้าวและจัดสวัสดิการรถรับส่งหอพักการขึ้นประกันสังคมและการขอเลขผู้เสียภาษีต้องดำเนินการอย่างไร

นายจ้างที่รับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานไทยเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยมีแนวทางดังนี้

 

การจัดสวัสดิการแรงงานต่างด้าว

1. รถรับส่ง

  • จัดให้มีรถรับส่งระหว่างที่พักและสถานที่ทำงาน หากสถานประกอบการอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ
  • ตรวจสอบให้รถรับส่งมีประกันภัยและผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย
  • หากมีค่าใช้จ่ายในการรับส่ง ต้องแจ้งให้แรงงานทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร

2. หอพัก (กรณีจัดให้)

  • ห้องพักต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัย
  • หากมีค่าเช่า ต้องทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ต้องจัดให้มีน้ำ ไฟ และห้องน้ำที่เพียงพอแจ้งที่พักแรงงาน (ตม.30) ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากแรงงานเข้าพักการขึ้นทะเบียนประกันสังคม

ตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 แรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทยและมีนายจ้างตามระบบ MOU ต้องขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน

ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน เอกสารที่ต้องเตรียม:

 

ยื่นเอกสาร:

  • ยื่นที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • นายจ้างต้องส่งเงินสมทบทุกเดือน (5% ของเงินเดือน) และแจ้งเข้า-แจ้งออกแรงงานทุกครั้ง

 

สิทธิประโยชน์จากประกันสังคม

  • ค่ารักษาพยาบาล
  • เงินชดเชยกรณีประสบอุบัติเหตุหรือทุพพลภาพ
  • เงินชราภาพ
  • สิทธิการลาคลอดและเงินสงเคราะห์บุตร

 

การขอเลขผู้เสียภาษี (TIN) สำหรับแรงงานต่างด้าว (เหตุผลที่ต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี)

  • แรงงานต่างด้าวต้องชำระภาษีเงินได้ตามกฎหมายไทย
  • มีเลข TIN ช่วยให้สามารถขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)

 

ขั้นตอนการขอเลขผู้เสียภาษี (TIN) เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport)
  • สำเนาใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
    1. แบบคำขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (แบบ ภ.ป.10.3)
    2. หนังสือรับรองการทำงานจากนายจ้าง ยื่นเอกสาร:
    • ยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตามเขตที่แรงงานทำงาน
    • แรงงานจะได้รับบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี (TIN Card) สำหรับใช้ในการยื่นภาษีประจำปี

 

การยื่นภาษีเงินได้

  • แรงงานต่างด้าวที่มีรายได้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ทุกปี ภายในวันที่ 31 มีนาคม
  • หากมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเกิน สามารถขอคืนภาษีได้

 

สรุปความรับผิดชอบของนายจ้าง

  • จัดสวัสดิการตามกฎหมาย เช่น รถรับส่ง หอพัก และสิ่งจำเป็น
  • ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในระบบประกันสังคมภายใน 30 วัน
  • ยื่นขอเลขผู้เสียภาษี (TIN) ให้แรงงานเพื่อความถูกต้องในการเสียภาษี
  • รายงานที่พักอาศัยแรงงานต่างด้าวต่อ ตม. (แบบ ตม.30) (ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม)

เมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรไทย และไม่สามารถ ทำงานได้จนสิ้นสุดสัญญาจ้าง 2 ปี นายจ้างต้องทำอย่างไร

กรณีแรงงานต่างด้าวยุติการจ้างงานก่อนครบสัญญา นายจ้างต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาภายหลัง โดยมีแนวทางที่ชัดเจนดังนี้

1. แจ้งการสิ้นสุดการจ้างงานต่อกรมการจัดหางาน

  • แจ้งภายใน 15 วัน หลังจากแรงงานสิ้นสุดการจ้างงาน
  • ยื่น แบบ จจ.1 หรือผ่านระบบ e-Workpermit ของกรมการจัดหางาน

 

เอกสารที่ต้องใช้:

1. สำเนาบัตรประชาชนของนายจ้าง
2. สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล (กรณีนายจ้างเป็นบริษัท)
3. สำเนาใบอนุญาตทำงานของแรงงาน
4. หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือหลักฐานการลาออก (ถ้ามี)

2. แจ้งออกจากที่พักต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)

  • แจ้งภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่แรงงานออกจากที่พักโดยใช้ แบบ ตม.30
  • ยื่นเอกสารที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ หรือผ่านระบบ Immigration Bureau

3. คืนใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต่อกรมการจัดหางาน

  • นายจ้างต้องรวบรวมใบอนุญาตทำงานและยื่นคืนที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือกรุงเทพฯ ที่ออกใบอนุญาต

4. แจ้งการสิ้นสุดการส่งเงินสมทบประกันสังคม

  • นายจ้างต้องยื่น แบบ แบบ สปส.6-09 เพื่อแจ้งออกผู้ประกันตน ภายใน 15 วัน
  • สิทธิประกันสังคมของแรงงานจะสิ้นสุดภายใน 6 เดือน แต่ยังสามารถใช้สิทธิในบางกรณี เช่น ค่ารักษาพยาบาล และเงินสงเคราะห์บุตร

5. การส่งแรงงานกลับประเทศ (กรณีสัญญาสิ้นสุดก่อนกำหนดตามระบบ MOU)

  • นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศต้นทาง ตามเงื่อนไขในสัญญา MOU
  • หากแรงงานไม่เดินทางกลับ นายจ้างต้องแจ้งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทราบเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

6. การออกหนังสือรับรองการจ้างงานและการสิ้นสุดสัญญา

  • ออกหนังสือรับรองการจ้างงานให้แรงงาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต
  • หากมีข้อพิพาท ให้พิจารณาการชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (ถ้ามี)

ข้อควรระวัง

  • หากนายจ้างไม่แจ้งการสิ้นสุดการจ้างงานและแรงงานหลบหนี นายจ้างอาจถูกปรับสูงสุด 100,000 บาท ตาม พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560
  • หากแรงงานอยู่เกินกำหนดวีซ่า (Overstay) โดยไม่แจ้ง ตม. นายจ้างอาจถูกลงโทษตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

 

สรุปหน้าที่ของนายจ้างเมื่อแรงงานต่างด้าวออกก่อนครบสัญญา

  • แจ้งการสิ้นสุดการจ้างงาน (แบบ จจ.1) ภายใน 15 วัน
  • แจ้งออกจากที่พัก (แบบ ตม.30) ภายใน 24 ชั่วโมง
  • คืนใบอนุญาตทำงานต่อสำนักงานจัดหางาน
  • แจ้งออกจากประกันสังคม (แบบ สปส.6-09) ภายใน 15 วัน
  • รับผิดชอบค่าเดินทางกลับประเทศ (ถ้ามี) ตามระบบ MOU
  • ออกหนังสือรับรองการสิ้นสุดการจ้างงานให้แรงงาน

บริการ

service solution